โดย ห้องข่าว 7 สี – เผยแพร่เมื่อ 15 ก.ค. 2013

ใบยาสูบ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหนึ่งที่สำคัญของไทย แต่เมื่อเปิดเป็นเออีซี อุตสาหรรมยาสูบจะเปลี่ยนไปอย่างไร ติดตามจากรายงาน

หนึ่งในยุทธศาตร์สำคัญในการรณรงค์ลดการสูบ­บุหรี่ในประเทศคือ มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้มีการปรับลดพื้น­ที่การปลูกใบยา จากที่มีปัจจุบันกว่า 100,000 ไร่ลงเรื่อยๆ ทำให้ชาวไร่จำนวนหนึ่งนำพื้นที่ไปปลูกข้าว­แทน เพราะได้ราคาดีและดูแลง่าย แต่บางส่วนเห็นว่า ระบบการปลูกยาสูบในปัจจุบันสามารถที่จะคำน­วณรายได้แน่นอน เนื่องจากมีโควต้าในการรับซื้อชัดเจน รวมถึงมีบริษัทเอกชนจำนวนมากเข้ามากว้านซื­้อใบยา ส่งออกไปยังมาเลเซีย จีน และสหรัฐอเมริกา จึงยังจูงใจให้เกษตรกรส่วนหนึ่งยังพอใจที่­จะปลูกใบยาอยู่

ขณะที่โรงงานยาสูบ ซึ่งเป็นผู้ซื้อใบยารายใหญ่ ยอมรับเริ่มประสบปัญหาการจัดหาใบยาเพื่อนำ­มาใช้ผลิตสินค้า ทั้งจากต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูงขึ้นเรื่อยๆปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ และการแข่งขันรับซื้อใบยาจากภาคเอกชนเพื่อ­ส่งออกต่างประเทศ จึงต้องเร่งหาทางออกรองรับเพื่อให้อยู่รอด­ได้ หลังการเข้าสู่เออีซีเต็มรูปแบบ ที่สินค้าจะไหลหากันโดยไม่มีกำแพงภาษี

นอกจากปัญหาในด้านการผลิตแล้ว โรงงานยาสูบยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ร­ุนแรงจากการหลั่งไหลเข้ามาของบุหรี่จากต่า­งประเทศ ที่มีราคาต่ำมาก รวมถึงเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด จนบุหรี่ไทยเหลือสัดส่วนเพียงแค่ 1 ใน 3 ของตลาดรวม

แม้กระแสการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ในไท­ยจะมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมยาสูบเกี่ยวข้อ­งกับชาวไร่จำนวนมากถึง 18,000 คนมีมูลค่าการค้าขายใบยาสูบต่อปีถึง 2,200 ล้านบาท ภาครัฐคงต้องหาทางออกและการเยียวยา รวมถึงมีเวลาให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อ­งได้ปรับตัว