ประวัติโรงงานยาสูบ

ภาพตึกอำนวยการ โรงงานยาสูบ ปัจจุบัน

เริ่มตั้งแต่รัฐบาลในไทยปี พ.ศ. 2482 เป็นต้นมา มีนโยบายที่จะให้รัฐดำเนินการอุตสาหกรรมยาสูบเสียเองหมด จึ้งได้เริ่มซื้อโรงงานยาสูบไทยของห้างหุ้นส่วน บูรพายาสูบ จำกัด ที่สะพานเหลือง ถนนพระราม 4 มาดำเนินงานภายใต้การควบคุมของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2482 โดยมีชื่อว่า โรงงานยาสูบไทยสะพานเหลือง ต่อมาภายหลังเป็นโรงงานยาสูบสรรพสามิต 2 จึงได้ถือว่าวันนี้เป็นวันสถาปนาโรงงานยาสูบเป็นต้นมา

พลตรีหลวงชำนาญยุทธศิลป์
พลตรี หลวงชำนาญยุทธศิลป์ เป็นผู้ริเริ่มโครงการโรงงานยาสูบ

ในปี พ.ศ. 2484 รัฐบาลได้ซื้อโรงงานผลิตบุหรี่ของบริษัทกวางฮก และบริษัทฮอฟฟัน เข้ามาสมทบอีก ทำให้กิจการยาสูบเริ่มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังได้ซื้อโรงงานผลิตบุหรี่ที่ตำบลบ้านใหม่ ถนนเจริญกรุง (โรงงานยาสูบ 1) รวมถึงกิจการเพาะปลูกใบยาของบริษัทยาสูบอังกฤษ-อเมริกัน (ไทย) จำกัด ซึ่งมีชื่อย่อว่า บริษัท บี.เอ.ที. โดยที่มีเงื่อนไขว่าเจ้าหน้าที่บริษัท บี.เอ.ที ประมาณ 10 นาย จะให้ความร่วมมือดำเนินงาน ในฐานะหัวหน้างานส่วนต่างๆ ต่อไป จนสิ้นปีภายใต้การควบคุมของกรมสรรพสามิต โรงงานยาสูบที่รัฐบาลรวมซื้อมาดำเนินงานนี้เรียกว่า โรงงานยาสูบ กรมสรรพสามิต โดยมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Thailand Tobacco Monopoly

การดำเนินงานในระยะนั้น ต้องประสบกับปัญหายุ่งยากนานาประการ เช่น ประชาชนไม่นิยมเมื่อทราบว่า การประกอบการได้เปลี่ยนมือจากบริษัท บี.เอ.ที มาเป็นของกรมสรรพสามิต โดยเฉพาะการขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการผลิต เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น ก็ทำให้เกิดการกักตุนบุหรี่ ซึ่งเป็นปัญหาในขณะนั้น

เมื่อทหารญี่ปุ่นเข้ายึดโรงงานผลิตบุหรี่ที่บ้านใหม่ และสำนักงานใหญ่ของกองการยาสูบ โดยความเข้าใจผิด เนื่องจากผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเข้ามาบริหารงานภายใต้เงื่อนไขช่วงตอนปลายปี พ.ศ. 2484 ดังนั้นผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ บี.เอ.ที บางคนต้องหลบหนีออกไปนอกประเทศ และบางคนถูกทหารญี่ปุ่นควบคุมตัวไว้ เป็นเหตุให้กิจการยาสูบต้องหยุดชะงักลง จนกระทั่งได้มีการเจรจาทางการเมือง โดยให้ทหารญี่ปุ่นถอนตัวออกจากโรงงานแล้วกองการยาสูบ กรมสรรพสามิต จึงได้จัดเจ้าหน้าที่ไทยเข้าดำเนินการแทนเจ้าหน้าที่ บี.เอ.ที.

โรงงานยาสูบโดยเจ้าหน้าที่ไทยบริหารกิจการยาสูบ ระหว่างสงคราม (พ.ศ. 2485-2488) ต้องเปลี่ยนสังกัดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีการประกาศพระราชฎีกา จัดวางระเบียบราชการกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2486 โรงงานยาสูบจึงได้กลับมาสังกัดกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังตามเดิม

ต่อมารัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติยาสูบขึ้นในปี พ.ศ. 2486 โดยให้มีการประกอบอุตสาหกรรมชิกาแรต เป็นอุตสาหกรรมผูกขาดของรัฐ ในขณะนั้นโรงงานยาสูบประสบปัญหาขาดแคลนวัสดุอุปรกณ์การผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบยา ซึ่งเกิดจากการขนส่งใบยาที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทั้งภัยทางอากาศ จนถึงโจรภัย ดังนั้นการขาดแคลนใบยาจึงเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้โรงงานยาสูบไม่สามารถผลิตบุหรี่ออกจำหน่ายเพียงพอกับความต้องการของตลาด ดังนั้นในปี พ.ศ. 2487 ได้มีการดัดแปลงโกดังเฮาะฮวง ถนนวิทยุ ให้เป็นโรงงานบุหรี่อีกแห่ง แต่ในที่สุดก็ถูกเพลิงไหม้ในอีกสองปีถัดไป

ภาพโรงงานยาสูบ ย่านเจริญกรุง
ภาพโรงงานยาสูบ / ในอดีตที่อู่ซ่อมเรือเก่า เป็นโรงงานผลิตยาสูบ ย่านเจริญกรุง

ปี พ.ศ. 2488 โรงงานยาสูบประสบปัญหาขาดแคลนใบยาและกระดาษมวนบุหรี่อย่างหนักที่สุด ถึงกับต้องปิดโรงงานสะพานเหลือง และที่ถนนวิทยุ คงเปิดทำการผลิตที่โรงงานบ้านใหม่เพียงแห่งเดียว ปี พ.ศ. 2489 เมื่อสิ้นสุดสงครามแล้ว โรงงานยาสูบ กรมสรรพสามิต จึงได้ติดต่อกับบริษัท บี.เอ.ที ขอดำเนินการตามสัญญาและเงื่อนไขการซื้อขายกิจการเมื่อ พ.ศ. 2484 ต่อไป และได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2489 บริษัท บี.เอ.ที. ยินยอมให้โรงงานยาสูบ ยืมเจ้าหน้าที่ของบริษัทมาร่วมงาน โดยโรงงานยาสูบจะต้องจ่ายเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่ บี.เอ.ที. และจ่ายค่าป่วยการให้แก่บริษัท เดือนละ 2,000 ปอนด์ กับค่าธรรมเนียม 3 เพนนีต่อใบยาที่ใช้ผลิตบุหรี่ทุกกิโลกรัมอีกด้วย คณะเจ้าหน้าที่ บี.เอ.ที. เริ่มปฏิบัติงานในเดือนเมษายน พ.ศ. 2489 ได้ทำการสำรวจงาน ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงรูปแบบงานหลายอย่าง เพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กิจการยาสูบจึงเข้าสู่สภาพเรียบร้อยปกติ

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2490 กิจการยาสูบเริ่มเจริญรุดหน้าเป็นลำดับ ถึงแม้จะผลิตบุหรี่จากโรงงานบ้านใหม่เพียงแห่งเดียว แต่ก็มีปริมาณการผลิตที่สูงกว่าปี พ.ศ. 2489 ถึง 3 เท่า

ภาพโรงงานสะพานเหลือง สร้างขึ้นปี 2491
โรงงานสะพานเหลือง ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2491 เพื่อเพิ่มกำลังผลผลิตยาสูบให้เพียงพอต่อความต้องการ

เมื่อมาถึงปี พ.ศ. 2491 ก็ได้เปิดโรงงานสะพานเหลืองอีกแห่งหนึ่ง โดยมีพลตรีหลวงชำนาญยุทธศิลป์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการยาสูบในขณะนั้น ท่าต้องฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆ นานาประการรวมทั้งต้องแสดงความสามารถให้เห็นถึงการบริหารโรงงานยาสูบด้วยฝีมือคนไทยเอง ไม่ต้องอาศัยคนต่างชาติเหมือนเมื่อก่อน จนประสบความสำเร็จสามารถทำรายได้มากมายมหาศาล กิจการเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าขนต้องขยับขยายให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิม ซึ่งโรงงานยาสูบได้ซื้อที่ดินไว้เพื่อสร้างอาณาจักรยาสูบ มีทั้งอุปกรณ์ที่ทันสมัย โรงงานผลิต โรงอบ โรงงานช่างกล โรงพิมพ์ คลังเก็บสินค้า โรงเรียน โรงพยาบาล และตึกอำนวยการ เพื่อรวมหน่วยงานต่างๆ ให้มาอยู่ที่แห่งเดียว และท่านไม่ได้พัฒนาในเรื่ององค์กรแต่เพียงด้านเดียว ในด้านสวัสดิการ การดูแลบุคลากร ท่านก่อตั้งสโมสรพนักงานยาสูบ เพื่อนส่งเสริมความสามัคคี ความรักใคร่ปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพนักงาน และจากวิสัยทัศน์ของท่าน ทำให้โรงงานยาสูบมีรากฐานมั่นคงแข็งแรง ปริมาณการผลิตบุหรี่ จึงเพิ่มมากกว่าปี พ.ศ. 2489 ถึง 5 เท่า ทั้งนี้เพราะมีวัสดุอุปกรณ์การผลิตครบครัน ประกอบกับพนักงานได้รับการฝึกอบรมอย่างมีคุณภาพทำให้มีความชำนาญงานมากขึ้นด้วย

ปี พ.ศ. 2492 วันที่ 12 มกราคม ผ็แทนของบริษัท บี.เอ.ที. ได้ยื่นคำร้องขอให้โรงงานยาสูบพิจารณาเพิ่มเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ที่ปฏิบัติงานอยู่กับโรงงานยาสูบ กับขออนุญาตส่งเจ้าหน้าที่บริษัทฯ จากต่างประเทศ เข้ามาฝึกงานเป็นครั้งคราวอีกด้วย โรงงานยาสูบยินดีสนองความประสงค์ ของบริษัท บี.เอ.ที. แต่โรงงานยาสูบขอร้องให้บริษัท บี.เอ.ที. เลิกเก็บค่าธรรมเนียม ในอัตรา 3 เพนนีต่อใบยาที่ใช้ผลิตบุหรี่ทุกกิโลกรัม ผลการเจรจาไม่เป็นที่ตกลงกันได้ บริษัท บี.เอ.ที. จึงถอนเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ กลับไปหมด เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2492 โรงงานยาสูบ กรมสรรพสามิตจึงเริ่มบริหารและดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ไทยทั้งหมดอีกวาระหนึ่ง

ปี พ.ศ. 2493 ศูนย์อำนวยการโรงงานยาสูบ ได้ย้ายจากบริเวณโรงงานสะพานเหลือง ไปอยู่ที่ถนนราชดำริ โดยมีวัตุประสงค์ที่จะรวมส่วนงานต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตให้อยู่ในที่เดียวกันและให้โรงงานสะพานเหลืองมีโอกาสขยับขยายบริเวณ เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต ในปีนี้โรงงานยาสูบ กรมสรรพสามิต ได้ซื้อที่ดินที่ตำบลคลองเตยเนื้อที่ประมาณ 641 ไร่ จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และต้องจ่ายเงินค่ารื้อถอนและเงินชดเชยจำนวน 3 ล้านบาท ให้กับผู้เช่าที่ดินอยู่เดิม ซึ่งส่วนใหญ่เลี้ยงสัตว์และทำสวนผักประมาณ 750 หลังคาเรือน เมื่อที่ดินตอนใดว่างลงก็ดำเนินการปลูกสร้างอาคารต่างๆ ตามกำลังทุน และลำดับความจำเป็น

 

ภาพสถานีทดลองยาสูบแม่โจ้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2495
ภาพสถานีทดลองยาสูบแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2495 ในสมัยที่พลตรีหลวงชำนาญยุทธศิลป์ เป็นผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ โดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการโรงงานยาสูบ ให้ฝ่ายเทคนิค (ฝ่ายวิจัยและพัฒนาในปัจจุบัน) จัดตั้งสถานีทดลองยาสูบ โดยมี ดร.เอี่ยน ขัมพานนท์ เป็นผู้ดำเนินการจัดหาสถานที่ตั้ง โดยได้รับนโยบายจากโรงงานยาสูบ ให้หาวิธีผลิตยาสูบเวอร์ยิเนียที่มีคุณภาพดี มาทดแทนการนำเข้าใบยาจากสหรัฐอเมริกา

จากนั้นต่อมาถึงปี พ.ศ. 2496 จึงได้ย้ายศูนย์อำนวยการโรงงานยาสูบ จากถนนราชดำริ เข้ามาอยู่อาคารหลังหนึ่งซึ่งสร้างเพื่อใช้เป็นโรงงานช่างกลเป็นการชั่วคราว ในอาณาบริเวณ 600 ไร่เศษ ที่ถนนพระราม 4 คลองเตย หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2497 โรงงานยาสูบก็ได้เปลี่ยนสังกัด จากกรมสรรพสามิต มาสังกัดกระทรวงการคลังโดยตรง

จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2501 จึงได้ย้ายไปศูนย์อำนวยการจากอาคารโรงงานช่างกล มาอยู่ที่ตึกอำนวยการซึ่งสร้างใหม่ และใช้สถานที่แห่งนี้ เป็นศูนย์อำนวยการกิจการยาสูบ มาจนทุกวันนี้ และตั้งชื่อตึกนี้ว่า ตึกชำนาญยุทธศิลป์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ พลตรีหลวงชำนาญยุทธศิลป์